| วิสัยทัศน์นายกฯ โบรกเกอร์ “ปานวัฒน์”ลั่นสู้เพื่อส่วนรวม |
|
|
|
|
วิสัยทัศน์นายกฯ โบรกเกอร์ “ปานวัฒน์”ลั่นสู้เพื่อส่วนรวม
ปัจจุบัน บริษัทนายหน้าประกันภัยที่ขึ้นทะเบียนเป็นสมาชิกสมาคมฯ มี 65 บริษัท ซึ่งคละกันไปทั้งในกลุ่มลักษณะงานแบบเป็นนายหน้าอินเตอร์และนายหน้าท้องถิ่น ไม่นับนายหน้าอีกนับ 100 แห่งที่ไม่ได้ขึ้นทะเบียนสมาชิกสมาคมฯ ที่เป็นเสมือนศูนย์รวมสำหรับให้สมาชิกมารวมกลุ่มกันปรึกษาหารือ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีกิจกรรมดีๆร่วมกันไปในธุรกิจ อย่างไรก็ตาม “ปานวัฒน์” ออกตัวผ่าน “ดอกเบี้ยธุรกิจ” ว่าบริษัทนายหน้าประกันภัย หรือโบรกเกอร์นั้น ไม่จำเป็นต้องแยกกลุ่มก้อนว่าจะต้องเป็นระดับอินเตอร์ข้ามชาติ หรือร่วมทุนกับต่างชาติ และเป็นแบบท้องถิ่นธรรมดาๆ เพราะปัจจุบันทุกบริษัทล้วนทำธุรกิจในลักษณะที่ไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก เขากล่าวว่าทุกบริษัทล้วนทำธุรกิจในหน้าที่เดียวกัน ขึ้นอยู่กับวิธีการนำเสนอ แต่ในปัจจุบันปัญหาที่ทุกบริษัทมีไม่ต่างกัน คือ ลูกค้าที่ควรถูกนำเสนอรายละเอียด หรือชี้นำให้เห็นประโยชน์ของประกันภัยแต่ละชนิดที่ตรงตามความต้องการของลูกค้า พร้อมทั้งเปิดโอกาสให้ลูกค้าได้เลือก ภายใต้การแนะนำของนายหน้า ในฐานะคนกลางประกันภัย “แต่กลับถูกบริษัทประกันภัยดีลงานตรงไป กลายเป็นว่าบริษัทประกันภัยทุกวันนี้ทำตัวเสมือนเป็นนายหน้าเข้าไปเรื่อยๆ ซึ่งไม่ถูกต้อง ถ้าแบบนี้ ธุรกิจนายหน้าก็คงอยู่ลำบาก ต้องปรับตัวกัน” หน้าที่หลักของนายหน้าประกันภัย คือ 1.คัดสรรบริษัทประกันภัยที่มั่นคงและได้มาตรฐาน ทั้งด้านความคุ้มครองและการชดใช้ค่าสินไหม 2.จัดเงื่อนไขการประกันภัยให้ครอบคลุมความเสี่ยงของผู้เอาประกัน หรือตามที่ผู้เอาประกันต้องการ 3.พิจารณาและต่อรองเบี้ยประกันที่เหมาะสมกับสภาพความเสี่ยงภัย และ 4.ประสานงานกับบริษัทประกันภัยเมื่อเกิดภัยขึ้น เพื่อให้ผู้เอาประกันได้รับการชดใช้ค่าสินไหมตามความคุ้มครองในกรมธรรม์
แต่ปัญหาในปัจจุบันที่บริษัทประกันภัยส่วนใหญ่ทำตัวเป็นนายหน้า นั่นจึงเป็น ภารกิจหลักที่นายกสมาคมฯ คนใหม่ ต้องเข้ามาสะสางและแก้เกม ก่อนจะบานปลายไปมากกว่านั้น
บทบาทของสมาคมนายหน้าฯ ที่ผ่านมา คือ การเน้นงานเชิงวิชาการค่อนข้างมาก ซึ่งก็เป็นไปตามที่ระบุไว้ในภาพรวมสมาคมฯในช่วงที่ผ่านมา โดยที่อาจละเลยเรื่องปัญหาบางจุดของสมาชิก เช่น ในกรณีเกิดข้อพิพาทในการทำธุรกิจระหว่างบริษัทประกันภัยและบริษัทนายหน้า หรือแม้แต่ปัญหาความลักลั่นของระเบียบปฏิบัติบางด้าน ฯลฯ ดังนั้น สมาคมฯ ควรต้องมีบรรทัดฐานว่ากรอบ หรือกฎเกณฑ์ใดครอบคลุมปัญหาของสมาชิกบ้าง อย่างที่ได้กล่าวไปว่ากรณีบริษัทประกันภัยมาแย่งลูกค้าไปจากมือ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง และไม่สมควรจะเกิดขึ้น ซึ่งจากนี้ไป สมาคมฯ ควรหาช่องทางชี้แนะลูกค้า หรือไปหารือกับ คปภ.ว่าปัญหาเหล่านี้ จะร่วมกันหาแนวทางแก้ไขอย่างไร เขายกตัวอย่างว่าปีแรก ลูกค้าซื้อประกันผ่านนายหน้า หรือนายหน้าไปดีลมา แต่ผ่านไปไม่กี่เดือน หรือยังไม่ครบรอบกรมธรรม์ ปรากฎลูกค้ารายนั้นได้รับการติดต่อจากบริษัทประกันรายนั้นให้ซื้อประกันประเภทอื่นเพิ่มเติม โดยนำฐานลูกค้าไปขยายตลาด ลูกค้าบางคนก็ไม่เข้าใจว่าทำไม จึงเกิดการเสนอขายเพิ่ม “ลูกค้าก็มาโทษบริษัทนายหน้าว่านำข้อมูลไปแพร่ต่อ นายหน้าก็ถูกตำหนิ ทั้งที่ไม่ได้รู้เรื่องหลังขายจากนั้นเลย เว้นแต่ว่าจะดีลสัญญากรมธรรม์ในปีถัดไป แต่ปรากฎว่าบริษัทประกันภัยเข้าไปดีลตรงกับลูกค้าตัดหน้าไปก่อน”
เช่นเดียวกับ ปัญหาเรื่องการขายผ่านโทรศัพท์ ทำให้เกิดกรณีฉกข้อมูลลูกค้าไปเป็นทอดๆ สร้างความรำคาญให้ลูกค้าจำนวนไม่น้อย ซึ่งล่าสุดทาง คปภ. และทุกภาคส่วนอยู่ระหว่างหาแนวทางแก้ไขร่วมกัน เขาบอกว่าจากนี้ไป สมาคมฯ จะต้องมีที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย หรือแบบอนุญาโตตุลาการเหมือนสมาคมประกันอื่นๆ ให้คำปรึกษา และช่วยไกล่เกลี่ยข้อพิพาทที่เกิดขึ้น
“กรณีแบงก์แอสชัวรันส์ ควรมีมาตรฐานเรื่องใบอนุญาตให้ชัดเจน เพราะนายหน้าประกันชีวิตและประกันวินาศภัย ถูกกำหนดให้ต้องมีใบอนุญาตแยกกัน และแยกการทำธุรกิจ ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ ภายใต้กฎหมายกรมการประกันภัยเดิม กลับทำให้เกิดได้ทั้ง 2 ใบอนุญาตในแหล่งที่ทำการเดียวกัน เหมือนสองมาตรฐาน นี่เป็นเรื่องสำคัญที่กำลังจะได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง และเป็นธรรมต่อกันทุกฝ่าย” ดังนั้น สมาคมฯ ควรต้องสร้างบทบาทความน่าเชื่อถือให้อินเฮ้าส์เหล่านั้นเห็นว่าสมาคมฯ มีความตั้งใจจริงที่แก้ปัญหาข้อพิพาทการประนีประนอมให้กับเพื่อนร่วมธุรกิจเหล่านั้นอย่างจริงใจ ซึ่งจะทำให้เกิดความน่าเชื่อถือ และท้ายสุดก็จะตัดสินใจเข้ามารวมเป็นกลุ่มก้อนเดียวกันในสมาคมฯนั่นเอง เมื่อนั้น ก็จะทำให้เกิดความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน หรือปรองดองตามวาทะการเมืองยอดฮิตในปัจจุบัน ซึ่งเหล่านี้เป็นภารกิจสะสางของ “ปานวัฒน์” ในอีก 2 ปีนับจากนี้ไป.
คปภ.จัดระเบียบตัวแทน-นายหน้า ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่ง สามารถเป็นขออนุญาตทำธุรกรรมเป็นนายหน้าขายประกันได้ เพียงแค่พนักงานในแต่ละสาขา อย่างน้อย 3 คนจะต้องมีใบอนุญาต แต่ปัญหาที่เหลื่อมล้ำ คือ พบว่าพนักงานแทบทุกคนในสาขาทั่วไป กลับเสนอขายประกันผ่านเคาน์เตอร์ได้เหมือนกันหมด ทั้งที่มีและไม่มีใบอนุญาต แถมเสนอขายได้ทั้งประกันชีวิตและประกันวินาศภัย โดยวงการประกันภัยที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแบงก์แอสชัวรันส์มองว่าเป็นข้อได้เปรียบของธนาคารอย่างมากจนเกินขอบเขต
ขณะที่วงการแบงก์แอสชัวรันส์มองว่าไม่ได้ผิดกฎระเบียบใดๆ หนำซ้ำยังเป็นการช่วยทำให้ตลาดประกันโดยรวมขยายตัวขึ้นอีกจำนวนมาก เป็นประโยชน์ทั้งกับประชาชน และประเทศชาติโดยรวมในระยะยาว เมื่อเทียบกับนิยามที่ชัดเจนแยกเบ็ดเสร็จของตัวแทนประกันและนายหน้าประกัน ทั้งๆที่ประโยชน์วงกว้างไม่ต่างกัน สิ่งเหล่านี้ กลายเป็นข้อเหลื่อมล้ำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันในระหว่างแบงก์แอสชัวรันส์และตัวแทน นายหน้าทั่วไป ระหว่างการแยก หรือไม่แยกใบอนุญาต สวนทางกับกิจกรรมที่เป็นจริง จนเป็นกรณีพิพาทเนืองๆมานานนับปีแล้ว ท่ามกลางธุรกิจแบงก์แอสชัวรันส์ที่สร้างเบี้ยประกันเข้าระบบประกันปีหนึ่งๆกว่า 3-4 หมื่นล้านบาท ก่อนหน้านั้น หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ถูกเชิญไปหารือร่วมกัน ไม่ว่าจะเป็นสมาคมประกันชีวิตไทย สมาคมประกันวินาศภัย สมาคมตัวแทนและที่ปรึกษาการเงิน สมาคมนายหน้าประกันภัยไทย และสมาคมธนาคารไทย
กระทั่งปัจจุบัน ก็ยังไม่มีข้อสรุปที่ชัดเจนใดๆว่านอกจากจะนิยามให้แตกต่างแล้ว ทางปฏิบัติควรจะต้องแตกต่างกันด้วย เพื่อความเป็นธรรมในการแข่งขัน โดยที่ผู้บริโภคจะต้อง ไม่ได้รับผลกระทบเสียหายจากการซื้อประกันจากทุกแหล่ง.
ที่มา.. www.dbbnews.com
|
วิสัยทัศน์นายกฯ โบรกเกอร์ “ปานวัฒน์”ลั่นสู้เพื่อส่วนรวม


S.G.A. Life Insulance Brokers.